วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

การนอนหลับให้เพียงพอ ช่วยลดหุ่นได้

หลายท่านที่ยังมีปัญหาเรื่องในเรื่องน้ำหนัก ต้องทนทุกข์ทรมานกับการควบคุมอาหาร หรือการที่หักโหมออกกำลังกายที่ต้องใช้ ความอดทนมานาน แถมมันยังไม่ค่อยเห็นผลอีกต่างหาก วันนี้ ทางเรานั้น มีอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยแก้ไข
ปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกินแบบง่ายแสนง่าย จนคุณเองนั้นก็คาดไม่ถึง มาฝาก
มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกกลุ่มหนึ่งได้ค้นพบว่า “เพียงแค่คุณนั้นนอนหลับให้เพียงพอในเวลากลางคืนแล้ว ก็สามารถที่จะไป ช่วยให้ร่างกายของเรานั้นกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้เช่นกัน” แถมยังพบอีกด้วยว่า คนที่นอนน้อยในเวลากลางคืนมีโอกาสจะกลายเป็นคนอ้วนอีกด้วยหละ
โดยผลการทดลองนี้ ได้มาจากการทดลองทำในกลุ่มอาสาสมัคร 10 คน ใช้เวลานาน 4 อาทิตย์โดยที่ในการทำวิจัยนั้นจะให้ทุกคนนั้น รับประทานอาหารแคลอรีต่ำเหมือนกันทุกคน ในสองสัปดาห์แรก เหล่าอาสาสมัครจะได้นอนคืนละ 8.5 ชั่วโมง และอีก
สองสัปดาห์ที่เหลือเวลานอนจะลดลงเหลือเพียงแค่ 5.5 ชั่วโมงเท่านั้น
และเมื่อได้สิ้นสุดการทดลองลงในสัปดาห์ที่สี่นั้นพบว่า แม้ว่าน้ำหนักของอาสาสมัครในช่วงอาทิตย์แรกกับอาทิตย์ที่สองนั้นจะไม่แตกต่างกันนัก แต่…ที่น่าสนใจคือ “สัดส่วนของไขมันที่พบว่า สองสัปดาห์แรกไขมันของอาสาสมัคร
ลดลงเฉลี่ย 3.1 ปอนด์ ขณะที่สองสัปดาห์หลัง ซึ่งอาสาสมัครได้นอนเพียงคืนละ 5.5 ชั่วโมง ปริมาณไขมันลดลง
เฉลี่ยเหลือเพียง 1.3 ปอนด์”เท่านั้นเอง
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก้อย่าลืมนอนกันให้พอนะคะ

เทคนิคการออกกำลังกายเพื่อลดต้นขาแบบง่ายๆ

เทคนิคการออกกำลังกายเพื่อลดต้นขาแบบง่ายๆ

หากคุณกำลังเป็นกังวนกับปัญหาต้นขาใหญ่ที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณนั้นต้องสูญเสียความมั่นใจไป เรามี 6 วิธีการออกกำลังกายเพื่อลดต้นขาของคุณให้เรียวสวยขึ้นอย่างง่ายๆ เพียงแค่คุณใช้ช่วงเวลาพักผ่อน หรือดูทีวีก็สามารถทำท่ากายบริหารลดต้นขานี้ได้มาฝากกัน

เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดคุณควรทำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย
  1. ในท่านี้จะช่วยกระชับต้นขาและช่วยลดน่อง โดยการยืนตรงแล้วกางขาออกให้พอประมาณ จากนั้นให้เขย่งเท้าขึ้นให้สุดจนรู้สึกว่าตึงที่น่อง นับ 1-20 ในท่านี้ให้ทำประมาณ 20ครั้ง
  2. ในท่านี้จะช่วยลดต้นขาด้านใน ให้ยืนตรงแล้วเอามือเกาะพนังห้องหรือที่ยึดอื่นๆตามถนัด จากนั้นเหวี่ยงขาข้างหนึ่งให้สุด เหวี่ยงขึ้น-ลง ในท่านี้ให้ทำประมาณ 30 ครั้ง
  3. ยืนในน้ำหรือว่ายน้ำ หลังจากนั้นให้ยกขาขึ้นตีน้ำให้เอามือแตะขอบสระไว้ แล้วยกขาเหวี่ยงไปมาทีละข้าง โดยให้ทำสลับกันประมาณ 30 ครั้ง
  4. นั่งลงกับพื้นเหยียดขาให้ตรง หลังจากนั้นค่อยๆยกขาทั้งสองข้างขึ้น ตีขาไปมาสลับกับประมาณ 50-100 ครั้ง
  5. นอนราบลงกับพื้น ยกขาทั้งสองข้างขึ้นเหยียดให้ตรง ค้างไว้ 3 นาที จากนั้นให้แยกขาออกจากกันแล้วหุบขาชิด โดยให้ทำสลับกับไปมาประมาณ 20 ครั้ง
  6. นอนหงายและเหยียดขายาวๆ โดยใช้หมอนรองไว้ที่ก้นหรือใช้มือยันเอาไว้จะได้ช่วยให้ไม่เจ็บ จากนั้นค่อยๆยกขาทั้งสองข้างขึ้น เหมือนปั่นจักรยานกลางอากาศ 100 ครั้ง

หัวเข่าดำ ข้อศอกดำ จัดการได้ไม่ยาก

สาเหตุ
เข่าดำหรือศอกดำนั้นมีสาเหตุมาจากการที่ผิวหนังบริเวณนั้นโดนเสียดสีบ่อยทำให้ผิวหนังตรงนั้นดำและหนาขึ้นจ้า


แล้วจะทำยังไงไม่ให้ศอกและเข่าดำล่ะ?

หลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ และเท้าแขนเป็นเวลานานๆ แต่ถ้าจำเป็น
   ต้องนั่งในท่านั้นนานๆ อาจลองขยับตัวบ่อยๆ ลุกไปเข้าห้องน้ำบ้าง อย่านั่ง
   ค้างไว้เป็นชั่วโมงๆ หรือหาผ้ามารองเข่าไว้ก็ได้ค่ะ


ลอง สครับ ดูค่ะ หาผลิตภัณฑ์สำหรับการสครับมาขัดเบาๆ แต่พี่เตยขอเน้น
  ว่าต้องทำเบาๆ นะคะ ไม่ใช่เห็นเข่าดำมากก็ยิ่งถูยิ่งขัดแรงๆ เพื่อให้หายดำ ซึ่ง
  จริงๆ มันไม่ใช่
!! เพราะถ้ายิ่งทำรุนแรง ผิวหนังตรงนั้นก็จะยิ่งได้รับการเสียดสี
  มากขึ้น และทำให้ผิวหนังตรงนั้นดำกว่าเดิมด้วย - -''


ทาครีมบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอ อาจใช้สูตรที่บำรุงเข้มข้นเป็นพิเศษกับผิวส่วน
  ที่แห้งกร้านและดำค่ะ


ใครที่มีปัญหาตาตุ่มดำลองใส่ถุงเท้านอนดูนะคะ เพราะถุงเท้าจะช่วยห่อหุ้มเท้า
   เราไว้ไม่ให้ไปเสียดสีกับอะไรค่ะ
        
มาแก้ปัญหาหัวเข่าดำ ข้อศอกด้านกันเถอะ
ผิวเนียนนุ่มได้ด้วยวิธีธรรมชาติ

1.มะนาว

นำมะนาวมาขัดๆ ถูๆ ถูๆ ขัดๆ ในบริเวณที่ต้องการ (ข้อศอก หัวเข่า ตาตุ่ม) แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วค่อยล้างออก หลังจากล้างให้สะอาดแล้วให้บำรุงด้วยครีมบำรุงผิวทันทีเลย

2.มะขามเปียก

นำเนื้อมะขามเปียกมาผสมกับนมจืดและน้ำผึ้ง แล้วนำมาขัดๆ ถูๆ บริเวณข้อศอก ทิ้งไว้ประมาณ 10 -15นาที แล้วค่อยล้างออกค่ะ อ้อ..อย่าลืมทาครีมบำรุงผิวด้วยนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

วีธีแก้ขอบตาดำ

วิธีแก้ขอบตาดำ

วิธีที่ 1 สับมันฝรั่งห่อด้วยผ้าขาวบางนำมาวางบนเปลือกตาทุกเช้าจะช่วยลดลอยคล้ำได้
วิธีที่ 2 สำหรับคนที่นอนดึก ตาคงเป็นหมีแพนด้า อิอิเรามีวิธี่ช่วยคุนได้เพียงคุนน้ำเกลือ ที่ใช้ประจำเวลาทำกับข้าว
นำมาละนำสำลีมาจุ่มบิดพอหมาดๆๆมาแปะที่ตาแปงประจำเท่านี้ละค่ะรอบดำคล้ำใต้ตาจะค่อยจางลงจาวลง
วิธีที่ 3 ขั้นตอนที่1. นำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น นำมาวางไว้บนหน้า ทิ้งไว้ นาที แล้วล้างด้วยน้ำเย็นจัด2. หลับตาลงแล้วใช้นิ้วกลางกดหางคิ้วทั้งสองข้าง3. ใช้นิ้วโป้ง กดเบ้าตาช่วงหัวตาค้างไว้สัก วินาที ค่อย ๆ ปล่อยแล้วกดลงไปใหม่ทำซ้ำประมาณ 5 - 10 ครั้ง 4. ใช้นิ้วกลางกดสันจมูก ช่วงหัวตาค้างไว้ วินาที แล้วค่อย ๆ ปล่อยทำซ้ำ 5 - 10ครั้งเช่นเดิม
วิธีที่ 4 วิธีทำคือ นำเกลือ ช้อนชา ผสมกับน้ำร้อนครึ่งถ้วย ใช้ผ้านุ่ม ๆ หรือสำลีชุบในน้ำเกลือ บีบน้ำออกเล็กน้อย (แบบไม่ชุบให้ชุ่มจนเกินไป) จากนั้นนำมาปิดตาทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที รอยช้ำรอบ ๆ ดวงตา ก็จะค่อย ๆ จางลงอย่างเห็นได้ชัด ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้  
 รายละเอียดเพิ่มเติม  korn_otop@hormail.com       

10 วิธีดูแลเล็บ - มือ – เท้า

1. เราต้องทำความสะอาดมือ เท้า และเล็บ เสียก่อน โดยการใช้แปรงขนนุ่ม กับสบู่อ่อน ๆ ถูเบา ๆ บริเวณมือ เท้า และเล็บ อย่าลืมที่จะถูใต้เล็บด้วยละ เพราะบริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณที่มีเชื้อโรคเข้าไปสะสมอยู่มากที่สุด หลังจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่น 2. ควรตัดเล็บมือเป็นประจำ สัปดาห์ละครั้ง ส่วนเล็บเท้า 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง ไม่ควรตัดเล็บจนชิดบริเวณผิวหนังส่วนปลายนิ้วเกินไปเพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นแผลแล้วยังทำให้พื้นที่หน้าเล็บสั้นลงได้ และถ้าตัดชิดขอบลึกลงไปเรื่อยๆ จะดูเหมือนเล็บของคนที่ชอบกัดเล็บซึ่งไม่สวยงาม สำหรับเล็บเท้าควรตัดในแนวตรงเป็นทรงเหลี่ยม ไม่ควรตัดเล็บลงซอกข้างเล็บมากเกินไปเพราะอาจทำให้เกิดเล็บขบได้ 3. รับประทานที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ เพราะเล็บก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่ต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตเหมือนกัน ส่วนสารอาหารที่เล็บต้องการ เช่น โปรตีน วิตามินเอ ซี และอี รวมถึงแร่ธาตุสังกะสีที่มีอยู่ในอาหารทะเลและเมล็ดธัญพืช 4. นอกจากสารอาหารแล้ว การทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำทุกวัน ยังช่วยป้องกันผิวมือไม่ให้หยาบกระด้าง โดยเฉพาะหลังจากที่มือต้องสัมผัสกับสารเคมีต่าง ๆ เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน อีกวิธีหนึ่งที่เป็นการป้องกันก็คือ ในช่วงที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีต่าง ๆ ก็ให้สวมถุงมือทุกครั้ง 5. นวดนิ้วมือและเท้าด้วยครีมบำรุงหรือน้ำมันบำรุงผิว ประมาณ 3-5 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณมือและเท้า ควรนวดบริเวณปลายนิ้วและเล็บด้วยเพื่อกระตุ้นการทำงานของต่อมสร้างเล็บที่อยู่บริเวณโคนเล็บ ถ้าไม่สะดวกระหว่างวันสามารถทำได้ในช่วงก่อนเข้านอนแล้วสวมถุงมือผ้าและถุงเท้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซึมซาบสู่ใต้ผิวของน้ำมันหรือครีมบำรุง หรือจะใช้สครับสำหรับนวดเท้า เพื่อการไหลเวียนโลหิตที่ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบัน สครับสำหรับมือและเท้าก็หาซื้อได้ง่าย และสามารถทำได้เองที่บ้าน เสียเวลาไม่นาน แต่รับรองว่าสบายผิวแน่นอน 6. เนื่องจากธรรมชาติสร้างเล็บให้ออกมาในรูปแบบของแผ่นโปรตีนชนิดแข็ง และให้ทำหน้าที่ปกป้องปลายประสาทที่มีอยู่มากบริเวณปลายสุดของร่างกายไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือน อีกทั้งยังทำหน้าที่ช่วยในการหยิบจับ และแกะเกา ส่วนหน้าที่งัดแงะของแข็ง หรือว่าใช้เป็นไขควงในการหมุนนั่นหมุนนี่ ผิดวัตถุประสงค์นะคะ อาจจะทำให้เล็บฉีกได้ 7. สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทาเล็บเป็นชีวิตจิตใจ เรียกว่าไม่ยอมให้เล็บได้หายใจเลยแล้วละก็ ฟังทางนี้ ควรทาน้ำยารองพื้นเล็บก่อนทาสี เพื่อป้องกันการเกิดสีที่ไม่พึงประสงค์หลังจากการทาเล็บได้ระยะหนึ่ง และควรทาน้ำยาเคลือบเงาเล็บเพื่อความวาวและติดทนนาน แต่ไม่ควรทาเล็บสีเข้มติดต่อกันนานๆ ควรสลับสีอ่อนบ้าง และควรหยุดพักการทาเล็บเมื่อเห็นว่าสภาพเล็บดูแห้งหรือเกิดสีผิดปกติ 8. ในการเลือกซื้อน้ำยาทาเล็บ ควรคำนึงถึงการเลือกสีให้เหมาะสม ทั้งกับสีผิว โอกาสที่ใช้ สีเสื้อผ้า เครื่องสำอางและบุคลิกของตัวเอง 9. ควรศึกษาอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ เช่น วันหมดอายุ หรือสังเกตสภาพของผลิตภัณฑ์ว่ายังมีคุณภาพดีหรือไม่ โดยทั่วไปอายุของเครื่องสำอางเล็บอยู่ที่ประมาณ 3 ปี หรือดูจากลักษณะการแยกตัวของสีหากหมดอายุแล้วไม่ควรใช้เด็ดขาด 10. ในส่วนของเท้าก็ต้องการการดูแลเช่นกัน การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปร่างเท้าของเราก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาเท้าให้มีสุขภาพดี ซึ่งในการเลือกซื้อรองเท้านั้น เราควรเลือกรองเท้าที่สวมใส่พอดี ไม่คับ หรือหลวมจนเกินไป เพราะการเสียดสีในขณะที่เดินนานๆ จะทำให้ผิวเท้าเกิดหนังที่แข็งด้าน และการใส่รองเท้าที่คับเกินไปบริเวณปลายเท้าอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเล็บขบ เวลาที่เหมาะสมในการเลือกซื้อรองเท้าคือช่วงกลางวันที่เท้าได้เดินจนขยายตัวแล้ว และหลังจากที่ใส่รองเท้าส้นสูงมาตลอดทั้งวัน หลังเลิกงาน ลองแช่เท้าในน้ำอุ่นสัก 10-15 นาที จะช่วยผ่อนคลายอาการเมื่อล้าที่เท้าได้ค่ะ 

5 เคล็ดลับ วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ

วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ 1.ไม่กินข้าวมื้อเย็น หรือทานอาหารพวกผักและผลไม้แทน สำหรับมื้อเย็นแล้วให้หลีกเลี่ยงการทานข้าวที่มากเกินไป และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง (โดยเฉพาะข้าวไม่ควรทานมากเกินไป) ไขมัน อาหารทอดทั้งหลายนี้ต้องเลี่ยงเลย ควรทานเป็นผลไม้ สลัดผัก อาหารจำพวกเส้นใย น้ำผลไม้ เป็นต้น


2. ในหนึ่งสัปดาห์ควรเลือก 1 วัน สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้และธัญพืชอย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก กล้วย แอบเปิล ถั่วต่างๆ เป็นต้น ไม่ควรทานผลไม้ที่ให้แคลลอรี่สูงหรือพลังงานสูง เช่น ทุเรียน


3.อาหารทุกมื้อพยายามเคี้ยวอาหารช้า ๆการที่เราทานอาหารด้วยความรวดเร็วจะทำให้เรากินได้มากเกินพิกัดโดยที่ไม่รู้ตัว ที่สำคัญสาวๆ จำไว้ให้ดีว่าไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืนดึกดื่นเป็นอันขาด เพราะช่วงนี้แหละที่ทำให้เราต้องเจอกับปัญหาอ้วน ๆๆๆ ควรทานอาหารให้พอเหมาะ โดยเฉพาะข้าวอย่าทานมาก ควรทานผักให้มากๆ แทน หากรู้สึกไม่อิ่มให้ทาน น้ำผลไม้หรือ ควรหันมาทานผลไม้ ธัญพืช เพิ่มเติมเข้าไป แต่อย่าลืมนะค่ะว่าเราต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องทานในปริมาณมากๆ เดี๋ยวจะอ้วนเอา


4. หมั่นดื่มน้ำผลไม้ก่อนทานอาหารก่อนทานอาหาร ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือ ผลไม้สดก็ได้ เช่น น้ำส้ม เพราะวิตามินที่มีอยู่ในน้ำส้มจะช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ น้ำองุ่น ในองุ่นนั้นมีแร่ธาตุเสริมให้เนื้อเยื่อแข็งแกร่งและสดใสเพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งการดื่มน้ำผลไม้หรือผลไม้ก่อนทานอาหารจะช่วยให้เราอิ่มอาหารเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องทานอาหารเยอะเกินความจำเป็น ช่วยให้ไม่อ้วน


5. การเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกำลังกายพยายามหาเวลาหรือกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวจนได้เหงื่อ เช่นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การทำงานบ้าน เป็นต้น ช่วงแรกเริ่มต้นวันละประมาณครึ่งชั่วโมงก็ยังดี แล้วพอร่างกายเริ่มปรับเข้าที่ก็เพิ่มการออกกำลังกายเป็นวันละ 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี แถมได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายถือเป็นอีกสูตรสำเร็จที่ทำให้ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนสามารถทำฝันเป็นจริงได้

6 วิธีการดูแลเส้นผมให้สวยเริ่ดด้วยตัวเองที่บ้าน

 เริ่มจากวิธีแรก คือการดูแลผมและรักษาผมของคุณในชีวิตประจำวันอย่างถูกสุขลักษณะ โดยคำนึงถึงหลักดูแลผมตามธรรมชาติ 6 ข้อนี้              1.เวลาสระผมให้นวดหนังศีรษะไปด้วย โดยการใช้มือขยุ้มเบาๆ ที่หนังศีรษะ เพื่อช่วยให้เกิดการหมุนเวียนโลหิตทั่วบริเวณหนังศีรษะแถมยังทำให้น้ำมันตามธรรมชาติไปหล่อเลี้ยงเส้นผมได้ดียิ่งขึ้น
       
       2.หลังการสระผม ควรใช้ผมให้แห้งก่อนหวี เพราะการหวีขณะที่ผมเปียกจะทำให้เส้นผมขาดง่าย หากจำเป็นควรใช้หวีไม้ซี่ห่างเพื่อลดการขาดและหลุดร่วงของเส้นผม
       

       3.ส่วนผู้ที่นิยมไดร์ผมให้แห้ง ควรใช้ไดร์เป่าผมเป่าในลักษณะบนลงล่าง จากโคนผมไปสู่ปลายผม เพราะจะช่วยให้เกล็ดผมจะเรียงตัวตามธรรมชาติ ทำให้เส้นผมนุ่มสลวย แลดูเงางามและไม่ชี้ฟู
      
         4.การใช้ไดร์เป่าผมด้วยโรลไฟฟ้าและรีดผมให้ผมเรียบตรงด้วยเครื่องรีดไฟฟ้าควรใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องเส้นผมจากความร้อนด้วยเสมอ เพื่อป้องกันปัญหาผมแห้งเสีย เพราะความร้อนสูงของเครื่องมือเหล่านี้จะทำให้เส้นผมถูกทำลายอย่างมาก
       

       5.หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการขัดสีต่างๆ รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ที่จะเข้าไปทำลายความแข็งแรงของเส้นผมได้
       

       6.หากมีกิจกรรมกลางแจ้ง เส้นผมต้องเผชิญกับแสงแดดแรงกล้า ควรป้องกันเส้นผมจากแสงแดดและรังสียูวีโดยการสวมหมวกหรือชะโลมด้วยผลิตภัณฑ์ปรับสภาพเส้นผมก่อนออกแดดเสมอ

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

เคล็ดลับวิธี "สครับ" ปากด้วยตัวเอง

ขั้นตอนในการจะนำไปสู่การมีสุขภาพปากที่ดี ก็คือการสครับปากด้วยส่วนผสมง่าย ๆ ที่ทำได้เอง

นั่นคือการนำน้ำตาลทรายที่มีอยู่ในครัว ผสมกับน้ำผึ้งยี่ห้ออะไรก็ได้ที่มีอยู่ในตู้เย็น มาผสมกับวาสลีนปิโตรเลียมเจลที่มีอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ผสมให้เนื้อสครับจับกลุ่มกัน ไม่เหลวและไม่เหนียวจนเกินไป
UploadImageการสครับปาก ควรทำเป็นประจำ อาทิตย์ละครั้ง และสำหรับผู้ที่มีริมฝีปากแห้งมาก


วิธีการนี้ใช้ได้ทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย ที่ต้องการดูแลริมฝีปาก ไม่ให้ ดำคล้ำ อวัยวะบนใบหน้าที่บ่งบอกถึงอารมณ์ ความรู้สึก ของเจ้าของกระจับที่อวบอัดเต็งตึง

UploadImageเมื่อได้ส่วนผสมที่ทำได้เองอย่างง่ายแล้ว เช็ดปากให้สะอาด แล้วป้ายเนื้อ สครับที่หอมหวานลงบนริมฝีปาก ใช้นิ้วนวด ๆ วน ๆ ถู ๆ ทั้งริมฝีปากบนและล่าง ประมาณหนึ่งนาที จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยลิปบาล์มหรือ ลิปมัน เพื่อเป็นการบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื่นและเนียนนุ่ม
การทาวาสลีนหรือลิปบาล์มก่อนนอนในทุกวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกันก็สามารถทำให้ริมฝีปากที่แห้งแตก เนียนนุ่มขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัด

วิธีการง่าย ๆ ที่จะทำให้ริมฝีปากของคุณพร้อมที่จะยิ้มแย้มต้อนรับในทุกสถานการณ์

ข้อดีของการสครับด้วยน้ำผึ้งผสมน้ำตาล ที่อาจจะหวานจนมดขึ้น ก็เพิ่มเสน่ห์ให้ริมฝีปากเรียวนุ่มน่าสัมผัส ไม่แห้งกร้าน เวลาที่ทาลิปสีลงไปก็จะไม่ติดร่องปากที่แตกระแหง แต่จะช่วยให้เนียนเรียบเป็นสีชมพู แม้แต่ในวันธรรมดาที่ไม่ได้แต่งหน้าก็เดินอวดเรียวปากสวยได้อย่างมั่นใจ


วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

มาสก์ทั้ง 6 ช่วยกำจัดปัญหาสิว

1. มาส์กที่มีตัวยา    สำหรับคุณผู้หญิงที่ผิวที่มีปัญหาสิวค่อนข้างรุนแรง ำเป็นต้องพึ่งบริการจากคลินิกหรือแพทย์เฉพาะทางหรือเลือกมาส์กที่มีตัวยา เช่น กรดซาลิไซลิก (salicylic acid) อยู่ด้วยเพื่อให้ผิวได้รับการทำความสะอาดอย่างหมดจดจริง ๆ ไม่หลงเหลือความสกปรกและเชื้อโรคตกค้างให้เกิดสิวเพิ่มขึ้นอีกแต่ก็ควรเลือกมาส์กอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางหรือทางที่ดีก็ควรต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง ม่ก็ควรต้องทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้เพราะมาส์กประเภทนี้บางทีอาจจะมีตัวยาที่แรงเกินไป และอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ขึ้นได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์กรณีส่วนบุคคลเพื่อทำการรักษา

2. มาส์กที่ส่วนผสมของฤทธิ์ฆ่าเชื้อ    สิวเกิดจากความสกปรกและสิ่งที่อุดตันอยู่ในรูขุมขน ดังนั้นหากอยากจะกำจัดสิว คุณผู้หญิงก็ควรกำจัดความสกปรกให้ออกหมดก่อน โดยการเลือกใช้มาส์กที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียหรือถ้าอยากจะใช้มาส์กจากธรรมชาติก็ได้ แต่ควรจะผสมน้ำผึ้งลงไปด้วยเพราะในน้ำผึ้นั้นงมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อโรค รวมถึงอโลเวร่าก็เช่นกัน  ซึ่งในปัจจุบันนี้ ได้มีมาส์กที่มีส่วนสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของสองอย่างนี้ก็มีให้เลือกซื้ออยู่ทั่วไป ซึ่งคุณผู้หญิงสามารถหาซื้อได้ง่ายมากขึ้น

3. มาส์กกระชับรูขุมขน    คุณผู้หญิงท่านไหนที่มีปัญหาหน้ามัน หรือรูขุมขนกว้ง สามารถใช้มาสก์เืพ่อแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ วึ่งในมาสก์ตัวนี้นั้นมักจะมีส่วนผสมของ แตงกวาและมะนาวอยู่ด้วยซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกระชับรูขุมขนและลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าของคุณผู้หญิงได้ แถมยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้าสดชื่นไม่แห้งตึงด้วยถ้าหากคุณผู็หญิงไม่อยากใช้มาสก์สำเร็จรูปแล้วละก็สามารถทำเองได้ค่ะ โดยให้คุณผู้หญิงฝานมะนาวหรือแตงกวาบางๆ มาแปะลงบนใบหน้าแล้วทิ้งไว้สักพักค่อยล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาด

4. มาส์กผลไม้
    มาส์กผลไม้ เช่น มาส์กสตรอว์เบอร์รี, ราสเบอร์รี และแครนเบอร์รีล้วนแต่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งเป็นสารที่ช่วยฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก แถมยังปลอดภัยกว่ามาส์กที่มีส่วนผสมของยากำจัดสิวโดยตรงอีกด้วยดังนั้นหากคุณผู้หญิงเลือกมาส์กที่มีส่วนผสมของตระกูลเบอร์รีแบบนี้นั้นมาใช้ในการมาสก์หน้ากำจัดสิวก็สามาถทำได้เลยค่ะ

5. มาส์กวิตามินซี    ในวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยกำจัดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพและวิตามินซีมัก จะเป็นส่วนประกอบในยารักษาสิวอยู่หลายตัวเลยทีเดียวดังนั้นคุณผู้หญิงควรจะเลือกมาสกืที่มีส่วนผสมของวิตามินซีมาลองใช้ดูบ้าง หรืออาจจะลองทำมาสก์สูตรโฮมเมดเองที่บ้านก็ได้แล้วลองเพิ่ม หรือแครอทลงไปสักหน่อย เพื่อเป็นการเติมวิตามินซีให้มาส์กและเพื่อให้วิตามินซีนั้นแทรกซึมลงไปรักษาผิวของคุณผู้หญิที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิวให้ดีขึ้นนั่นเองค่ะ

6. มาส์กสครับผิว    สำหรับคุณผู้หญิงที่มีปัญหาสิวเสี้ยน สิวหัวดำ หรือสิวอุดตัน ซึ่งค่อนข้างติดฝังแน่นกำจัดได้ยาก ให้คุณผู้หญิงลองใช้มาสก์ที่มีส่วนผสมของ ข้าวโอ๊ต หรือเบกกิ้งโซดาเพื่อช่วยสครับผิว ช่วยชจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วบนใบหน้าของคุณผู้หญิงให้หลุดออกไป ซึ่งคุณผู้หญิงสามารถผสมสูตรมาสก์ด้วยตนเอง เพีบงแค่หาโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติแบบธรรมดา จากนั้นให้นำข้าวโอ๊ตและเบกกิ้งโซดาใส่เข้าไปในโยเกิร์ต จากนั้นผสมให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้สักพักแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดเมื่อรู้ยังงี้แล้ว คุณผู้หญิงท่านไหนที่กำลังมีปัญหากับสิวอยู่ ลองนำมาสก์ทั้ง 6 สูตรนี้ที่เราแนะนำไปใช้กันดูใบหน้าสวยใสของคุณผู้หยิงจะได้กลับมาสวยใสมั่นใจไร้สิวสักที

ผิวสวยใสสุขภาพดี ด้วย 5 เครื่องดื่ม




1. ชาเขียว         รู้ไหมค่ะ การดื่มชาเขียวนั้น ทำให้ผิวคุณผู้หญิงสวยใสสุขภาพดีขึ้นได้ แต่การดื่มชาเขียวนั้น ถ้าอยากได้ประโยชน์จากชาเขียวแบบเต็ม ๆ ต้องดื่มชาเขียวร้อน เนื่องจากสารแอนตี้ออกซิแดนท์จากใบชาจะขับออกมาได้ดีที่สุดในน้ำอุณหภูมิสูง ส่วนปริมาณที่แนะนำให้คุณผู้หญิงดื่มต่อวันนั่นก็คือ ปริมาณ 2-6 ถ้วยต่อวันค่ะ ซึ่งสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในชาเขียวนี้ จะสามารถป้องกันการอักเสบของผิวคุณผู้หญิงและช่วยป้องกันการก่อตัวของมะเร็ง รวมทั้งมะเร็งเม็ดสีที่เกิดจากการปะทะแสงแดดแรงจ้าด้วยนะคะ

2. น้ำนมข้าวโอ๊ต         สำหรับคุณผู้หญิงท่านในที่ชอบดื่มนมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้ลองเปลี่ยนจาก จากการดื่มนมวัน มาเป็นน้ำนมข้าวโอ๊ตแทนดู เพราะในน้ำนมข้าวโอ๊ตนั้น คุณผู้หญิงจะได้รับประโยชน์เต็มๆ จากวิตามินอี และโฟลิกแอซิด ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการผลัดเซล์ใหม่ของผิวคุณผู้หญิงทีเดียว

3. ชาเนทเทิล        ชาเนทเทิล (Nettle tea) มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่สูง เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับคุณผู้หญิงที่กำลังเผชิญกับปัญหาผิวร่วงดรยก่อนวัยเพราะในชาเนทเทิลนั้น จะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่สามารยช่วยต่อต้านพิษและสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ ที่จะมาทำร้ายผิวไม่ให้มาทำร้ายผิวได้ และยังช่วยทำให้ผิวของคุณผู้หญิงดูอ่อนวัยอีกด้วย

4. น้ำผักและผลไม้คั้นสด       ผักและผลไม้มีประโยชน์ผิวของคุณผู้หญิงอย่างที่ไม่ต้องสงสัย หากไม่สะดวกจะรับประทานสด หรือทานด้วยการนำมาปรุงอาหารแล้วละก็ ขอแนะนำให้น้ำไปคั้นสด เป็นน้ำผักและผลไม้คั้นสด ๆ แทน ซึ่งคุณค่าของวิตามินที่มีอยู่ในผักผลไม้ก็ไม่ได้ลดลงไปมากเดิมนัก วิตามินที่สำคัญในผักที่ผิวของคุณผู้หญิงควรได้รับนั่นก็คือ วิตามินซี เพราะวิตามินซีจะช่วยทำให้ผิวของคุณผู้หญิงดูแข็งแรงสดใสและดูไบรท์มากขึ้นด้วยและถ้าหากคุณผู้หญิงยังไม่รู้จะเริ่มต้นดื่มน้ำผักผลไม้อะไรดี วีซ่าขอแนะนำลองน้ำแตงกวาดูค่ะ เพราะในแตงกวานั้นอุดมด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม และซิลิกา ที่สำคัญแตงกวายังมีน้ำมากถึง 90% จึงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของคุณผู้หญิงได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว หรือจะลองเป็นน้ำมะเขือเทศก็ได้ เพราะในมะเขือเทศนั้นมีวิตามินซีสูง แถมยังมีไลโคปีนที่ช่วยในเรื่องการไหลเวียนโลหิตอีกด้วยนะคะ

5. ชาเปบเปอร์มิ้นต์
        ความเครียดคือศัตรูตัวฉกาจของผิวพรรณ ทำให้ผิวดูหมองเหี่ยวย่น ดูไม่มีสุขภาพดีเอาได้ง่ายๆ และเครื่องมือที่จะช่วยมาสู้กับเจ้าความเครียดได้ดีนั่นก็คือ คือชาเปบเปอร์มิ้นต์ค่ะ ชาเปบเปอร์มิ้นต์ เป็นชาที่มีกลิ่นหอมสดชื่น เมื่อคุณผู้หญิงดื่มแล้วก็จะรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยสลายความเครียดได้เป็นอย่างดี แถมยังชาเปบเปอร์มิ้นต์ยังสามารถช่วยทำให้จมูกโล่ง และช่วยบรรเทาอาการปวดจมูกจากโรคไซนัส บรรเทาอาการปวดศีรษะ และช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารได้อีกด้วยนะคะเมื่อรู้แบบนี้แล้วหากคุณผู้หญิงท่านไหนที่อยากมีผิวสวยใส สุขภาพดีก็ลองหันมาดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ ที่วีซ่าแนะนำกันไปดู แล้วอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าม ทานผักผลไม้ในมื้ออาหาร และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวันด้วยนะคะ ถ้าทำได้แบบนี้ควบคู่กันไปในปริมาณที่พอเหมาะพอดี รับรองรองว่ารับรองคราวนี้ผิวสวยใสก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วละคะบทความโดย Ladyvisa.com